หนังแนวตลกร้ายเป็นอีกแนวที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสนุกและ เสียดสีสังคม ได้อย่างเจ็บแสบ ผ่านเนื้อเรื่องของหนังที่แฝงสาระเอาไว้เสมอ หลายคนอาจจะคิดว่าเนื้อหาหนักไปแต่จริงๆ แล้วหนังตลกร้ายนั้นไม่ได้หนักอึ้งหรือเต็มไปด้วยปรัชญา แต่เป็นหนังที่ดูสนุกมีความตลกและดูได้ผ่อนคลายมากกว่าที่คิด และวันนี้เราก็มีหนังตลกร้าย 5 เรื่องมาแนะนำกันเช่นเคย

1.The Lobster (2015)

เล่นตลกร้ายด้วยการเปรียบเปรยความโสดคือความแปลกแยก ต้องหาสารพัดวิธีเพื่อทะลายความโสดไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษด้วยกฏระเบียบที่สังคมสร้างขึ้น เป็นธรรมดาที่ผู้คนมักจะใฝ่หาความรักเพื่อเติมเต็มชีวิต แต่ในหนังก็ได้สร้างกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างความต่างด้วยการต่อต้านชีวิตคู่ ต้องการหลีกหนีจากสังคมเมืองใหญ่ แม้เนื้อหาจะมีความจริงจังแต่ก็เต็มไปด้วยอารมณ์ขันที่เสียดสีได้อย่างน่าสนใจ

3.Birdman (2014)

เรียกว่าเป็นหนังอีกเรื่องที่ปอกเปลืองวงการฮอลลีวู้ดได้อย่างถึงกึ๋น  โดยเนื้อเรื่องพูดถึงชีวิตของอดีตซุป’ตาร์ตกอบที่หาทงกอบกู้ชื่อเสียงตัวเองให้กลับมาโด่งดังอีกครั้ง การตัดต่อและฉากเทคที่น่าทึ่งรวมถึงตัวบทที่ยอดเยี่ยมทำให้เรื่อง Birdman  เต็มไปด้วยตลกร้ายของการเสียดสีวงการบันเทิงรวมไปถึงอีโก้ การมีตัวตนอยู่ในวงสังคมด้วย

4.American Beauty (1999)

เป็นหนังที่สะท้อนเรื่องราวของครอบครัวชาวอมริกันได้ยอดเยี่ยมที่สุด เต็มไปด้วยการเสียดสีความเป็นจริงในทุกอณูของสังคมอเมริกัน เนื้อเรื่องถ่ายทอดความสัมพันธ์ของครอบครัวหนึ่งที่ใกล้ถึงจุดแตกหัก สะท้อนปัญหาที่แสดงไปถึงรากเหง้าระหว่างตัวบุคคลสภาพครอบครัวภายนอกที่อาจดูสวยงามแต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยความเน่าเฟะ ตัวหนังสอดแทรกตลกร้ายอย่างได้จังหวะจะโคนมากทีเดียว

5. Snatch (2000)

เป็นส่วนผสมของความวายป่วงและความเท่อย่างลงตัวจนทำให้ Snatch มีเอกลักษณ์และน่าติดตามมากทีเดียว ตัวหนังเป็นเรื่องของกลุ่มโจร นักมวยและก๊งสเตอร์ที่พูดสำเนียงอังกฤษ ตัวหนังมีความเสียดสีสังคมชนชั้นที่มีในทุกประเทศทั่วโลก การตัดต่อและมุมกล้องที่แปลกไม่เหมือนใครทำให้เป็นเสน่ห์ ถ่ายทอดเหตุการณ์ระหว่างการปล้นเพชรและการพนันมวย ที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัวมากทีเดียว

6.Adaptation (2002)

หนังเรื่องนี้จะท้อนแง่มุมเหล่านั้นออกมาในโทนตลกเสียดสี โดยโฟกัสไปยังตัวนักเขียนคนหนึ่งที่อยู่ระหว่างการครุ่นคิดในการดัดแปลงบท และกำลังหาส่วนผสมที่เหมาะสมของความสำเร็จที่บางครั้งคุณอาจต้องแต่งเติมจุดหักเห หรือสร้างฉากจบที่หวือหวาเพื่อให้ผู้คนจดจำ แต่ขณะเดียวกันจะทำยังไงให้บทหนังซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับได้มากที่สุด