The Lighthouse เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มธอมัสเขาถูกว่าจ้างให้มาเฝ้าประภาคารแห่งหนึ่งบนเกาะที่ห่างไกลจากผู้คน โดยบนเกาะนี้เองเขาได้มาเป็นผู้ช่วยหัวหน้าคนเฝ้าประภาคที่ชื่อเหมือนกับเขา บนเกาะแห่งนี้มีสภาพอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวนและเต็มไปด้วยพายุฝนฟ้าคะนอง อีกทั้งยังมาเจอศพลึกลับทีเกาะแห่งนี้ ไหนจะต้องมาเผชิญกับธอมัสหัวหน้าเฝ้าประภาคารที่อารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ เหมือนคลื่นทะเล ชอบจิกใช้งานและขู่ว่าจะไปรายงานเจ้านายอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ธอมัสหนุ่มเกิดความเครียดและรู้สึกว่าไม่สามารถรองรับอารมณ์ของหัวหน้าเฝ้าประภาคารได้อีกต่อไป ความคลุ้มคลั่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจนปะทุขึ้นกลายเป็นตำนานของเกาะ

แม้ว่า The Lighthouse จะดัดแปลงมาจากนิยายขายดีของ Herman Melville ที่มีผลงานมาแล้วมากมาย แต่ในฉบับภาพยนตร์นั้นก็มีจุดต่างที่โดดเด่นด้วยการนำความดราม่ามาผสมกับความคลาสสิคทางทะเลได้อย่างลงตัว ซึ่งก็ไม่ลืมกลิ่นของความเป็นสยองขวัญเหนือธรรมชาติ อันเป็นที่มาของความวิปลาสในจิตใจของตัวละคร เมื่อบวกด้วยฝีมือการกำกับและประสบการณ์ในการทำโปรดักชันดีไซน์ของเอ็กเกอร์ก็ทำให้ตัวหนังมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ผู้ชมสัมผัสได้ตั้งแต่นาทีแรกเลยทีเดียว ตัวหนังเล่าเรื่องด้วยโทนภาพขาวดำกับอัตราส่วนเฟรม 1.19:1 จึงเข้ากับธีมหนังที่เล่าเรื่องผ่านตัวละครสองตัวบนเกาะร้างได้อย่างน่าติดตามทุกห้วงนาที ตลอดเรื่องผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความอึดอัดของสถานการณ์ภายในเกาะ ด้วยสีภาพโทนหนังและเฟรมที่จอแคบทำให้ปฏิเสธไม่ได้ที่จะรู้สึกตามไปด้วย แถมตัวหนังสนทนากันน้อยมากจริงๆ ผู้ชมเลยได้ซึมซับกับบรรยากาศจนอินตามไปด้วย

แต่หากดูในส่วนของโพรดักชั่นแล้วล่ะก็ การแสดงของนักแสดงนั้นมีพลังมากและเนื้อเรื่องมีความเข้มข้นสูงเหนือจริงแต่สมจริง มีการสะท้อนสังคมสอดแทรกประเด็นสำคัญให้ผู้ชมได้ขบคิดตามตลอด ทั้งการแย่งชิงแสง ความหมายของการหลงนางเงือก ความผิดบาปต่างๆ ตลอดจนการขัดแย้งของคนในช่วงวัยที่ต่างกัน ซึ่งเรื่องทั้งหมดดำเนินแค่ที่ประภาคารเท่านั้นถือว่าทำโปรดักชั่นออกมาได้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ เป็นการยากมากที่จะดึงคนดูเอาไว้ได้หากหนังไม่ทรงพลังมากพอ แม้จะเข้าโรงฉายแค่ที่สยามมิตรทาว์น แต่เชื่อว่าจะเป็นอีกเรื่องที่อยู่ในใจใครหลายคนโดยเฉพาะคอหนังที่ชอบเสพความแมส ทั้งภาพ โทนเรื่องและเนื้อเรื่องน่าติดตามมากจริงๆ แม้จะมีความอึดอัดแต่ก็เป็นสิ่งที่หนังพยายามสื่อ